ความหมาย ความสำคัญ และประโยชน์ของพืชสมุนไพร 

ทำแบบทดสอบก่อนเรียน
ความหมายของพืชสมุนไพร

คำว่า สมุนไพร ตาม พระราชบัญญัติยา หมายถึง "ยาที่ได้จากพืช สัตว์ หรือแร่ ซึ่งยังไม่ได้ผสม ปรุง หรือเปลี่ยนสภาพ" เช่น พืชก็ยังเป็นส่วนของ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ฯลฯ ซึ่งยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนการแปรรูปใด ๆ แต่ในทางการค้าสมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปต่าง ๆ เข่น ถูกหั่นให้เป็นชิ้นเล็กลง บดเป็นผงละเอียด หรืออัดเป็นแท่ง อย่างไรก็ตามในความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไป เมื่อกล่าวถึงสมุนไพร มักจะนึกถึงเฉพาะต้นไม้ที่นำมาใช้เป็นยาเท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าสัตว์ หรือแร่ มีการนำมาใช้น้อย และใช้ในโรคบางชนิดเท่านั้น

พืชสมุนไพร หมายถึงพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ปรุงหรือประกอบเป็นยารักษา โรคต่าง ๆ ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพร่างกายได้

ความสำคัญของพืชสมุนไพร

1. ความสำคัญในด้านสาธารณสุข

พืชสมุนไพร เป็นผลผลิตจากธรรมชาติ ที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้เป็นประโยชน์ เพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บตั้งแต่โบราณกาลแล้ว เช่นในเอเชียก็มีหลักฐานแสดงว่ามนุษย์รู้จักใช้พืชสมุนไพรมากว่า 6,000 ปี แต่หลังจากที่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการสังเคราะห์ และผลิตยาจากสารเคมี ในรูปที่ใช้ประโยชน์ได้ง่าย สะดวกสบายในการใช้มากกว่าสมุนไพร ทำให้ความนิยมใช้ยาสมุนไพรลดลงมาเป็นอันมาก เป็นเหตุให้ความรู้วิทยาการด้านสมุนไพรขาดการพัฒนา ไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร ในปัจจุบันทั่วโลกได้ยอมรับแล้วว่าผลที่ได้จากการสกัดสมุนไพร ให้คุณประโยชน์ดีกว่ายา ที่ได้จากการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ประกอบกับในประเทศไทยเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ อันอุดมสมบูรณ์ มีพืชต่าง ๆ ที่ใช้เป็นสมุนไพรได้อย่างมากมายนับหมื่นชนิด ยังขาดก็แต่เพียงการค้นคว้าวิจัยในทางที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นเท่านั้น ความตื่นตัวที่จะพัฒนาความรู้ด้านพืชสมุนไพร จึงเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีการเริ่มต้นนโยบายสาธารณสุขขั้นมูลฐานอย่างเป็นทางการของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2522 โดยเพิ่มโครงการสาธารณสุขขั้นมูลฐานเข้าในแผนพัฒนาการสาธารณสุข ตามแผนพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) ต่อเนื่องจนถึงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) โดยมี กลวิธีการพัฒนาสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยในงานสาธารณสุขมูลฐาน คือ

(1) สนับสนุนและพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีพื้นบ้านอันได้แก่ การแพทย์แผนไทย เภสัช กรรมแผนไทย การนวดไทย สมุนไพร และเทคโนโลยีพื้นบ้าน เพื่อใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา สุขภาพของชุมชน

(2) สนับสนุนและส่งเสริมการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง โดยใช้ สมุนไพร การแพทย์พื้นบ้าน การนวดไทย ในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ให้เป็นไปอย่างถูกต้องเป็นระบบสามารถปรับประสานการดูแลสุขภาพแผนปัจจุบันได้ อาจกล่าวได้ว่าสมุนไพรสำหรับสาธารณสุขมูลฐานคือสมุนไพรที่ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ และการรักษาโรค/อาการเจ็บป่วยเบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น

2. ความสำคัญในด้านเศรษฐกิจ

ในปัจจุบันพืชสมุนไพรจัดเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ต่างประเทศกำลังหาทางลงทุนและคัดเลือกสมุนไพรไทยไปสกัดหาตัวยาเพื่อรักษาโรคบางโรคและมีหลายประเทศที่นำสมุนไพรไทยไปปลูกและทำการค้าขายแข่งกับประเทศไทย สมุนไพรหลายชนิดที่เราส่งออกเป็นรูปของวัตถุดิบคือ กระวาน ขมิ้นชัน เร่ว เปล้าน้อยและมะขามเปียกเป็นต้น ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้ตลาดต่างประเทศยังคงมีความต้องการอีกมาก และในปัจจุบันกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสนใจในการศึกษาเพิ่มขึ้นและมีโครงการวิจัยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาระบบการผลิต การตลาดและการสร้างงานในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530-2534) เพื่อหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาคุณภาพและแหล่งปลูกสมุนไพรเพื่อส่งออก โดยกำหนดชนิดของสมุนไพรที่มีศักยภาพ 13 ชนิด คือ มะขามแขก กานพลู เทียนเกล็ดหอย ดองดึง เร่ว กระวาน ชะเอมเทศ ขมิ้น จันทร์เทศ ใบพลู พริกไทย ดีปลี และน้ำผึ้ง

ประโยชน์ของพืชสมุนไพร

  1. สามารถรักษาโรคบางชนิดได้ โดยไม่ต้องใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งบางชนิดอาจมีราคาแพง และต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก อีกทั้งอาจหาซื้อได้ยากในท้องถิ่นนั้น

  2. ให้ผลการรักษาได้ดีใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน และให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้มากกว่าแผนปัจจุบัน

  3. สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นเพราะส่วนใหญ่ได้จากพืชซึ่งมีอยู่ทั่วไปทั้งในเมืองและ ชนบท

  4. มีราคาถูก สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อยาแผนปัจจุบัน ที่ต้องสั่งซื้อจากต่าง ประเทศเป็นการลดการขาดดุลทางการค้า

  5. ใช้เป็นยาบำรุงรักษาให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง

  6. ใช้เป็นอาหารและปลูกเป็นพืชผักสวนครัวได้ เช่น กะเพรา โหระพา ขิง ข่า ตำลึง

  7. ใช้ในการถนอมอาหารเช่น ลูกจันทร์ ดอกจันทร์และกานพลู

  8. ใช้ปรุงแต่ง กลิ่น สี รส ของอาหาร เช่น ลูกจันทร์ ใช้ปรุงแต่งกลิ่นอาหารพวก ขนมปัง เนย ไส้กรอก แฮม เบคอน

  9. สามารถปลูกเป็นไม้ประดับอาคารสถานที่ต่าง ๆ ให้สวยงาม เช่น คูน ชุมเห็ดเทศ

  10. ใช้ปรุงเป็นเครื่องสำอางเพื่อเสริมความงาม เช่น ว่านหางจระเข้ ปรนะคำดีควาย

  11. ใช้เป็นยาฆ่าแมลงในสวนผัก, ผลไม้ เช่น สะเดา ตะไคร้ หอม ยาสูบ

  12. เป็นพืชที่สามารถส่งออกทำรายได้ให้กับประเทศ เช่น กระวาน ขมิ้นชัน เร่ว

  13. เป็นการอนุรักษ์มรดกไทยให้ประชาชนในแต่ละท้องถิ่น รู้จักช่วยตนเองในการ นำพืชสมุนไพรในท้องถิ่นของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามแบบแผนโบราณ

  14. ทำให้คนเห็นคุณค่าและกลับมาดำเนินชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติยิ่งขึ้น

  15. ทำให้เกิดความภูมิใจในวัฒนธรรม และคุณค่าของความเป็นไทย

ความหมายของยาสมุนไพร


                 สมุนไพร หมายถึง “พืชที่ใช้ทำเป็นเครื่องยา” ส่วนยาสมุนไพรคือ ยาที่ได้จากพฤกษชาติ สัตว์ หรือ แร่ ซึ่งมิได้ผสม ปรุง หรือแปร สภาพ ส่วนการนำมาใช้ อาจดัดแปลงรูปลักษณะของสมุนไพรให้ใช้ได้สะดวกขึ้น เช่น นำมาหั่นให้มีขนาดเล็กลง หรือ นำมาบดเป็นผง เป็นต้น ยาสมุนไพรนั้นมีมานานแล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการกล่าวขานบันทึกเรื่องราวและใช้สืบทอดกันมา สมุนไพรเป็น ยารักษาโรคที่ได้ตามธรรมชาติหาได้ง่าย ใช้รักษาได้ผลดี มีพิษน้อย และสมุนไพรหลายชนิด เราก็ใช้เป็นอาหารประจำวัน อยู่แล้ว เช่น ขิง ข่า กระเทียม ตะไคร้ กระเพรา เป็นต้น สมุนไพรนอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์เป็นยารักษาโรคแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอื่นๆอีก เช่นนำมาบริโภคเป็นอาหาร อาหารเสริมสุขภาพ เครื่องดื่ม สีผสมอาหาร และสีย้อม ตลอดจนใช้ทำเครื่องสำอางอีกด้วย               
การใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้น อาจใช้ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือใช้ในรูปตำรับยาสมุนไพร ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้รักษาโรคได้ มีทั้งหมด 28 ขนาน เช่น
                ยาจันทน์ลีลา                         ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน 
               ยามหานิลแท่งทอง                ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส
                ยาหอมเทพพิจิตร                  แก้ลม บำรุงหัวใจ
                ยาเหลืองปิดสมุทร                 แก้ท้องเสีย
                ยาประสะมะแว้ง                   แก้ไอ ขับเสมหะ
                ยาตรีหอม                               แก้ท้องผูกในเด็กระบายพิษไข้

สำหรับสมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่

                สมุนไพรแก้ไข้                        ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด
                สมุนไพรแก้ท้องเสีย               กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ
                สมุนไพรแก้ไอ                        มะแว้ง ขิง มะนาว
                สมุนไพรแก้ท้องอืด                 ท้องเฟ้อ  ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย
           สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ      ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่
                สมุนไพรแก้เชื้อรา                  กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ
                สมุนไพรแก้เริม                      เสลดพังพอนตัวเมีย และตัวผู้  
       จะเห็นได้ว่าชีวิตประจำวันเราผูกพันกับสมุนไพรทั้งในรูปของอาหารและเป็น ยารักษาโรค พืชแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติหรือสรรพคุณในการรักษาแตกต่างกันตามส่วนต่าง ๆ ของพืช ดังนั้น เราจึงต้องมาทำความรู้จักกับส่วนประกอบของพืชสมุนไพรกันเสียก่อนว่าในแต่ละส่วนนั้นมีอะไรบ้างและใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
 

ส่วนประกอบของพืชสมุนไพร

1. ราก : จะมีหน้าที่สะสมและดูดซึมอาหารมาเลี้ยงบำรุงต้นพืช ลักษณะของรากมีทั้งรากแท้และรากฝอย การสังเกตุรากนั้นควรดูทั้งรากสดและรากแห้ง ลักษณะภายนอกขนาดของราก ความเปราะของเนื้อราก สี กลิ่น รสของราก การที่จะจำแนกราก สมุนไพรต้องใช้ความชำนาญ พืชสมุนไพรทั่วไปเราจะสังเกตอย่างคร่าว ๆ และจดจำไว้แต่ถ้า สมุนไพรที่ใช้รากมาทำยาจำเป็นต้องสังเกตอย่างละเอียด เพื่อที่จะไม่เก็บสมุนไพรผิดต้นไปรักษาโรค สมุนไพรส่วน ที่ใช้ราก เช่น กระชาย แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ปลาไหลเผือก แก้ไข้ มะละกอ ใช้ขับปัสสาวะ เป็นต้น
 

2. ลำต้น : เป็นโครงค้ำที่สำคัญของพืช ปกติเกิดบนดินหรือมีบางส่วนอยู่ใต้ดิน จะประกอบด้วยตา ข้อ และปล้อง ซึ่งจะ แบ่งตามลักษณะภายนอก เช่น ประเภทไม้ยืนต้นไม้พุ่มประเภทหญ้า ประเภทไม้เลื้อย เป็นต้น การสังเกตลำต้น ดูว่า ลำตันของพืชมีลักษณะเป็นอย่างไร ลักษณะตา ข้อ และปล้อง เป็นอย่างไร แตกต่างจากลำต้นของ ต้นพืชอื่นอย่างไร สมุนไพรส่วนที่ใช้ลำต้นเป็นยา เช่น อ้อยแดง ใช้แก้อาการขัดเบา ชิงช้าชาลี บอระเพ็ด ใช้แก้ไข้ เป็นต้น
 

3. ใบ : เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของพืช สังเกตรูปร่างของใบ ปลาย ริม เส้น และเนื้อของใย อย่างละเอียด และอาจ เปรียบเทียบลักษณะของใบที่คล้ายคลึงกันจะทำให้จำแนกใบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สมุนไพรที่ใช้ใบเป็นยา เช่น กระเพรา ใช้ได้ทั้งใบสดหรือใบแห้งแก้ปวดท้อง ท้องขึ้นจุกเสียด ขี้เหล็ก รักษาอาการท้องผูก ใบชุมเห็ดเทศ ขยี้หรือ ตำในครก ให้ละเอียดเติมน้ำเล็กน้อย ใชัรักษาโรคกลากได้
 

4. ดอก : ส่วนประกอบของดอกมีความแตกต่างกัน สังเกตลักษณะอย่างละเอียด เช่น กลีบดอกจำนวนกลีบดอก การ เรียงตัวของกลีบดอก รูปร่างของกลีบดอก สีกลิ่น เป็นต้น ส่วนของดอกที่ใช้เป็นยา เช่น กานพลู น้ำมันหอมระเหย ในดอกกานพลู มีฤทธิ์ขับลมฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฤทธิ์ขับพยาธิ ดีปลี แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น
 

5. ผล : ผลที่เป็นยา เช่น มะเกลือ ดีปลี มะแว้งต้น กระวาน เป็นต้น สังเกตลักษณะผลทั้งภายนอกและภายใน นอกจาก ผลไม้เมล็ดภายในผลยังอาจเป็นยาได้อีก เช่น สะแกฟักทอง ฉะนั้นในการสังเกตลักษณะของผล ควรสังเกตลักษณะ รูปร่างของเมล็ดไปพร้อมกันด้วย
 

                ส่วนประกอบของพืชสมุนไพรนั้น เราสามารถนำมาใช้ได้ทุกส่วน ตัวยาในพืชสมุนไพรนั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คำนึงถึงชนิดของยาว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนไหนของพืชที่ใช้เป็นยา ราก ลำต้น ใบ ดอก หรือผล พื้นดินที่ปลูก อากาศ การเก็บในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม การเลือกเก็บยาอย่างถูกวิธีนั้น ก็จะมีผลต่อคุณภาพหรือฤทธิ์ ของยาที่จะนำมารักษาโรคด้วย เราจึงต้องมีหลักเกณฑ์ในการเก็บสมุนไพรอย่างถูกวิธีเพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพ
 

หลักการทั่วไปในการเก็บสมุนไพร

1. ประเภทรากหรือหัวเก็บในช่วงที่พืชหยุดเจริญเติบโต ใบ ดอกร่วงหมด หรือในช่วงต้นฤดูหนาวถึงปลายฤดูร้อน เพราะช่วงนี้ ราก หัว มีการสะสมปริมาณของตัวยาไว้ค่อนข้างสูง วิธีการเก็บใช้วิธีการขุดอย่างระมัดระวัง เช่น กระชาย กระทือ ข่า เป็นต้น

2. ประเภทใบหรือเก็บทั้งต้น ควรเก็บในช่วงที่พืชเจริญเติบโตมากที่สุด หรือในช่วงที่ดอกตูม เริ่มบาน หรืออาจเก็บ ในช่วงที่ดอกบาน ผลยังไม่สุกก็ได้ วิธีเก็บใช้เด็ด เช่น กระเพรา ขลู่ ฝรั่ง ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น

3. ประเภทเปลือกต้นและเปลือกราก เปลือกต้นโดยมากเก็บระหว่างช่วงฤดูร้อนต่อกับฤดูฝน ปริมาณยาในพืชสูง และลอกออกง่าย สำหรับการลอกเปลือกต้นนั้นอย่าลอกออกทั้งรอบต้น เพราะจะ ทำให้พืชตายได้ ทางที่ดีควรลอก จากส่วนกิ่งหรือแขนงย่อยไม่ควรลอกออกจากลำต้นใหญ่ของต้นไม้ ส่วนเปลือกรากเก็บในช่วงต้นฤดูฝนเหมาะที่สุด

4. ประเภทดอก เก็บในช่วงดอกเริ่มบาน แต่บางอย่างเก็บในช่วงดอกตูม เช่น กานพลู เป็นต้น

5. ประเภทผลและเมล็ด พืชสมุนไพรบางชนิดอาจเก็บในช่วงผลยังไม่สุก เช่น ฝรั่ง เก็บผลอ่อนใช้แก้ท้องร่วง ผลแก่เต็มที่ เช่น มะแว้งต้น มะแว้งเครือ ดีปลี เมล็ดฟักทอง เมล็ดชุมเห็ดไทย เมล็ดสะแก เป็นต้น
 

                เมื่อเรารู้หลักทั่วไปในการเก็บส่วนต่าง ๆ ของพืชมาทำยานั้น ก็จะทำให้เราเลือกเก็บสมุนไพร และใช้ประโยชน์ ส่วนต่าง ๆ ของพืชได้อย่างคุ้มค่า ใช้เวลาในการเก็บที่เหมาะสมและได้ประโยชน์สูงสุด
 

รูปแบบยาสมุนไพร


การนำสมุนไพรมาใช้รักษาโรคนั้น ใช้ได้ในหลายรูปแบบ เช่น การใช้สมุนไพรสดๆ ใช้ในรูปยาต้ม ยาชง ยาลูกกลอน ยาดองเหล้า และยาพอก เป็นต้น

1.       ใช้ในรูปสมุนไพรสดๆ
สมุนไพรบางชนิดนิยมใช้ในรูปสมุนไพรสดจึงจะให้ผลดี เช่น วุ้นจากใบว่านหางจระเข้สดใช้ทาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ใบผักบุ้งทะเลสดนำมาตำ ใช้ทาแผลที่ถูกพิษแมงกระพรุน หรือกระเทียมสดนำมาฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ทาบริเวณผิวหนังที่เป็นเชื้อรา เป็นต้น ในกรณีการใช้สมุนไพรสด ควรระวังในเรื่องของความสะอาด เพราะถ้าสกปรก อาจติดเชื้อทำให้แผลเป็นหนองได

2.     ตำคั้นเอาน้ำกิน ใช้สมุนไพรสดๆ ตำให้ละเอียดจนเหลว ถ้าไม่มีน้ำให้เติมน้ำลงไปเล็กน้อยคั้นเอาน้ำยาที่ได้กิน สมุนไพรบางชนิด เช่น กระทือ กระชายให้นำไปเผาไฟให้สุกเสียก่อนจึงค่อยตำ


3.       ยาชง ส่วนมากมักใช้กับพวก ใบไม้ เช่น หญ้าหนวดแมว, ใบชุมเห็ดเทศ, กระเจี๊ยบ เป็นต้นวิธีทำ      นำตัวยาที่จะใช้ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง หรือ คั่วให้กรอบอย่าให้ไหม้ นำมาใส่ภาชนะที่สะอาด ไม่ใช้ภาชนะโลหะ วิธีชงทำโดยใช้สมุนไพร 1 ส่วน ผสมกับน้ำเดือด 10 ส่วน ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ยาชงเป็นรูปแบบยาที่มีกลิ่นหอมชวนดื่มและเป็นวิธีสะดวกรวดเร็ว ยาชง ตัวยาหนึ่งชุดนิยมใช้เพียงครั้งเดียว

4.      
ยาต้ม              เป็นวิธีที่นิยมใช้ และสะดวกมากที่สุด สามารถใช้ได้ทั้งตัวยาสดหรือแห้ง ในตัวยาที่สารสำคัญ สามารถละลายได้ในน้ำ โดยการนำตัวยามาทำความสะอาด สับให้เป็นท่อนขนาดพอเหมาะ และให้ง่ายต่อการทำละลายของน้ำกับตัวยา นำใส่ลงในหม้อ (ควรใช้หม้อดินใหม่หรือภาชนะเคลือบผิว ที่ไม่ให้สารพิษ เมื่อถูกความร้อน การใช้หม้ออลูมิเนียมหรือโลหะ  จะทำให้ฤทธิ์ของยาลดลง หรือมีโลหะปนออกมากับน้ำยาได้) เติมน้ำให้ท่วมยา (โดยใช้มือกดลงบนยาเบาๆ ให้ตัวยาอยู่ใต้น้ำ) นำไปตั้งไฟ ต้มให้เดือด ตามที่ กำหนดในตำรับยา หรือถ้าไม่มีกำหนดไว้ ให้กำหนดดังนี้ 
               ถ้าเป็นตัวยาที่มีน้ำมันหอมระเหย เช่น ขิง, กระวาน, กานพลู, ไพล, ใบกะเพรา ฯลฯ ให้ต้มน้ำให้เดือดเสียก่อน จึงนำตัวยาใส่ลงไป ปิดฝา ทิ้งไว้ให้เดือดนานประมาณ 2-5 นาที จึงรินเอาน้ำยามารับประทาน ครั้งละ ครึ่งถึง 1 ถ้วยกาแฟ ก่อนอาหาร หรือ เมื่อมีอาการ                ถ้าเป็นตัวยาให้ต้มรับประทานทั่วไป ให้นำตัวยาใส่ในหม้อ เติมน้ำท่วมยา แล้วจึงนำไปตั้งบนเตา ต้มให้เดือดนานประมาณ 15 นาที จึงรินเอาน้ำยามารับประทาน
                ถ้าเป็นการต้มเคี่ยว เช่น เคี่ยวให้เหลือ  1 ใน 3 หรือ ครึ่งหนึ่ง ให้เอาตัวยาใส่หม้อ เติมน้ำท่วมยา ตั้งไฟต้มเคี่ยวไปจนกว่าจะเหลือ ปริมาณน้ำประมาณ 1 ส่วน หรือ ครึ่งหนึ่ง ตามกำหนด (เช่น ใส่น้ำก่อนต้ม 3 ขัน ให้ต้มเคี่ยวจนเหลือน้ำประมาณ 1 ขัน หรือ 1.5 ขัน)
                ยาต้มที่ปรุงจากใบไม้ นิยมต้มรับประทานเพียงวันเดียวแล้วทิ้งไป
                ยาต้มที่ปรุงจากแก่นไม้ เครื่องเทศ โกฐ เทียน ถ้าต้มอุ่นทุกวัน มีอายุได้ 7-10 วัน
                ยาต้มที่ปรุงจากแก่นไม้ เครื่องเทศ โกฐ เทียน หัวของพืชแห้ง ถ้าต้มอุ่น เช้า-เย็น ทุกวัน มีอายุ 7-15 วัน

5.  ยาดอง
ใช้ได้ผลดีกับตัวยาที่สารสำคัญละลายน้ำได้น้อย น้ำยาที่ได้จะออกฤทธิ์เร็วและแรงกว่าการใช้วิธีต้ม นิยมใช้กับตัวยาแห้ง โดยนำตัวยามาบดหยาบ หรือ สับเป็นท่อนเล็กๆ ใส่ลงในขวดโหลหรือไห เทเหล้าขาว นิยมใช้เหล้าข้าวเหนียว หรือเหล้าโรง ๔o ดีกรี แต่อาจใช้เหล้า ๒๘ ดีกรีแทนได้ ใส่ให้เหล้าท่วมยาพอประมาณ ถ้าเป็นตัวยาแห้ง ตัวยาจะพองตัว ทำให้เหล้าแห้งหรือพร่องไป ควรเติมให้ท่วมยาอยู่เสมอ นิยมใช้ไม้ไผ่ซี่เล็กๆขัดกันไม่ให้ตัวยาลอยขึ้นมา ควรคนกลับยาทุกวัน ปิดฝาทิ้งไว้ นานประมาน 30 วัน จึงรินเอาน้ำยามาใช้ หรือรับประทานในกรณีที่สารสำคัญไม่สลายตัว เมื่อถูกความร้อนอาจย่นเวลา การดองได้โดยใช้ วิธีดองร้อน คือ นำตัวยาห่อผ้าขาวบางสะอาด ใส่โหล เทเหล้าลงไปให้ท่วมยา เอาขวดโหลที่ใส่ยาและเหล้าแล้ว วางลงในหม้อใบโตพอเหมาะ เติมน้ำธรรมดาลงในหม้อชั้นนอก ทำเหมือนการตุ๋น กะอย่าให้มากเกินไป นำไปตั้งไฟต้มน้ำให้เดือด แล้วยกขวดโหลยาออกมา ปิดฝาทิ้งไว้ ประมาณ 7-14 วัน ก็สามารถรินเอาน้ำยามาใช้ได้ห้ามใช้กับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หญิงมีครรภ์

6.   ยาเม็ด                 ยาไทยส่วนมาก มักจะมีรสที่ไม่ค่อยชวนรับประทาน สำหรับตัวยาบางตัวสามารถนำมาทำเป็นยาเม็ด เพื่อให้การใช้สะดวกขึ้น การทำยาเม็ด นิยมทำเป็นแบบ ลูกกลอน (เม็ดกลม) และเม็ดแบน (โดยใช้แบบพิมพ์อัดเม็ด) ในปัจจุบัน เพิ่มการบรรจุแคปซูลเข้าไปอีกวิธีหนึ่งวิธีทำเตรียมตัวยา                นำตัวยาที่ผ่านการอบให้แห้ง และฆ่าเชื้อแล้ว มาบดให้ละเอียดเตรียมน้ำผึ้ง
                น้ำผึ้งที่ใช้ควรเป็นน้ำผึ้งแท้ น้ำผึ้งที่นิยมใช้ตามแบบโบราณ ควรเป็นน้ำผึ้งแบบธรรมชาติ ที่มีส่วนผสมของนมผึ้งเกสรดอกไม้ และสารต่างๆครบถ้วน ไม่นิยมใช้ผึ้งเลี้ยงที่ถูกดูดเอาส่วนสำคัญออกหมดแล้ว นิยมใช้สดๆ ไม่นำไปผ่านความร้อน เพราะจะทำให้สารอาหารและแร่ธาตุบางตัวสลายไป แต่การใช้น้ำผึ้งแบบนี้ ยาที่ได้จะเก็บไว้ได้ไม่นาน มักจะผสมปั้นเม็ดเก็บไว้ใช้ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ถ้าจะเก็บไว้นานๆ ต้องนำไปอบให้แห้งสนิท ในอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส วิธีนี้จะได้สรรพคุณครบถ้วนตามแผนโบราณ ในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถเก็บยาได้นาน จะต้องนำน้ำผึ้งมาเคี่ยวให้งวดลงจนได้ความเหนียวตามต้องการ จึงนำมาใช้ผสมยา
                ตักยาที่บดเป็นผงแล้วใส่ในภาชนะตามปริมาณที่ต้องการ เทน้ำผึ้งลงไปทีละน้อย ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ต้องระวังอย่าให้แฉะ แล้วทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้น้ำผึ้งซึมเข้าในตัวยาอย่างทั่วถึง จึงนำมาปั้นเม็ด โดยใช้รางไม้  หรือเครื่องปั้นเม็ดจะได้ยาเม็ดกลมที่เรียกว่า ยาลูกกลอน หรือนำมาอัดเม็ด ด้วยแม่พิมพ์กดด้วยมือ จะได้ยาเม็ดแบน
                นำเมล็ดยาที่ได้ไปผึ่ง ในที่โล่ง 1-2 วัน หรืออบในอุณหภูมิประมาณ 60-องศาเซลเซียส 8-12 ชั่วโมง เมื่อแห้งสนิทดีแล้ว บรรจุในขวดสะอาดแห้งสนิท เก็บไว้ในที่แห้งไม่ถูกแสงแดด
                ในการทำยาเม็ดในกรรมวิธีแผนโบราณ นอกจากจะใช้น้ำผึ้ง เป็นกระสายผสมยาเพื่อปั้นเมล็ดแล้ว ยังสามารถใช้น้ำกระสายยาอื่นๆ มาผสมเพื่อปั้นเม็ดได้อีกมากมาย เช่น น้ำดอกไม้เทศ, เหล้า เป็นต้น กรรมวิธีก็เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว แต่การปั้นเม็ดจะ ยากง่ายตามความเหนียวของน้ำกระสายยานั้นๆ ถ้าน้ำกระสายยาที่ไม่มีความเหนียว อาจเปลี่ยนมาใช้วิธีอัดเม็ดด้วยแม่พิมพ์กดด้วยมือ ซึ่งก็ได้ผลดีเช่นกัน
 

ขนาดการใช้ยา


                ตัวยาสมุนไพรมีปริมาณสารสำคัญที่ใช้ในการรักษา ไม่คงที่แน่นอน เนื่องจากสาเหตุหลายประการ และนอกจากจะมีสารสำคัญ ที่ใช้ในการบำบัดรักษาแล้ว ยังมีสารอื่นๆอีกหลายชนิด ทั้งที่เป็นสารสำคัญ และกากยา ดังนั้น การใช้ยาสมุนไพร จึงใช้โดยประมาณปริมาณ เพื่อให้การให้ยาแต่ละครั้งมีปริมาณสารสำคัญหรือสรรพคุณยา เพียงพอที่จะบำบัดรักษา และไม่เกินความต้องการ อันอาจก่อให้เกิดพิษภัยได้ การกำหนดขนาดของยาที่ใช้แต่ละครั้ง จึงขึ้นอยู่กับ ดุลยพินิจของหมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรายที่ป่วยหนัก โรคร้ายแรงหรือยาที่มีฤทธิ์แรง จะต้องอาศัยความรู้ความชำนาญซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะของผู้เป็นแพทย์ 
               จะอย่างไรก็ตาม การใช้ยาสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง สามารถกระทำได้ เฉพาะในการใช้ตัวยาสมุนไพรที่ไม่มีผลข้างเคียง ไม่มีพิษ หรือที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป ซึ่งมีขนาดการใช้ยาดังนี้
1.       ยาชง               ใช้ตัวยาสมุนไพรแห้ง หนักประมาณ 7-15 กรัม แช่ในน้ำร้อน ค่อนแก้ว ดื่มเฉพาะน้ำครั้งเดียว
2.       ยาต้ม              รินเอาน้ำยาดื่ม ครั้งละครึ่ง ถึง 1 ช้อนกาแฟ เด็กลดลงตามส่วน
3.       ยาเม็ด            ครั้งละหนักประมาณ 1-2 กรัม หรือ เม็ดขนาดเท่าลูกมะแว้ง 3-5 เม็ด ยกเว้นยาที่มีฤทธิ์แรง หรือยาถ่าย ควรใช้ตามหมอสั่ง หรือตามธาตุหนักเบา (คือ ถ้ากินยาแล้วถ่ายมาก คราวต่อไปให้ลดปริมาณยาลง ถ้าถ่ายน้อยก็ให้เพิ่มปริมาณยาขึ้นตามส่วน)
4.       ยาผง              ครั้งละ หนักครึ่งถึง 1 กรัม ละลายน้ำร้อน หรือกระสายยารับประทาน
5.       ยาดอง            รับประทานครั้งละ ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ 
 

เวลาใช้ยา


                ยาสมุนไพรส่วนมากนิยมรับประทานก่อนอาหาร เพื่อไม่ให้สรรพคุณยาเสียไปจากการย่อย เว้นแต่
                ยาที่มีฤทธิ์กัดกระเพาะอาหาร             ควรรับประทานหลังอาหาร
                ยาสมุนไพรส่วนใหญ่                         นิยมรับประทาน วันละ 2-เวลา ก่อนอาหาร เช้า-เย็น
                ในกรณีที่อาการของโรครุนแรง             อาจให้ วันละ 3-เวลา เช้า-กลางวัน-เย็น
                ถ้าอาการหนัก                                       อาจเพิ่ม ก่อนนอนอีกหนึ่งครั้ง
                ถ้าอาการหนักมาก                                อาจให้ยาทุก 4-ชั่วโมง จนกว่าอาการจะดีขึ้น
                การให้ยาตามแผนโบราณยังต้องคำนึงถึง กาลสมุฏฐาน กำลังยา กำลังโรค และ กำลังคนไข้ด้วย

 

คำแนะนำและการป้องกันอันตรายจากการใช้ยาสมุนไพร
  1. ต้องได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องเสียก่อน ให้รู้ว่าเป็นโรคอะไรจะได้เลือกใช้ยา ให้ถูกกับโรค ถ้ายาใดไม่เคยกิน มาก่อนเลย ควรเริ่มกินในขนาดน้อย ๆ ก่อน รอดูว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ ถ้าไม่จึงค่อยกินต่อไป

  2. ศึกษาใช้ยาสมุนไพรให้ถูกชนิด เพราะยาสมุนไพรมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกัน และยังมีชื่อพ้องและซ้ำอีก คือสมุนไพร ชื่อเดียวกัน แต่เป็นคนละชนิด การรู้จักชื่อแต่ไม่รู้จักลักษณะของต้นไม้เหล่านี้ จะทำให้เกิดความผิดพลาด และอาจเกิด อันตรายจากการใช้ยาผิดชนิดได้

  3. ต้องใช้สมุนไพรให้ถูกส่วน หรือถูกอายุ เช่น ผลฝรั่ง ใช้รับประทานรักษาอาการท้องเดิน ผลฝรั่งสุก เป็นยาระบาย เปลือกผลทับทิมรักษาโรคท้องเดิน เปลือกรากหรือเปลือกทับทิมใช้ถ่ายพยาธิ เด็กและคนชราห้ามใช้ยามาก เพราะมี กำลังต้านทานน้อย

  4. ใช้ให้ถูกขนาด ขนาดยามีความสำคัญมาก เพราะถ้าใช้น้อยไปก็ไม่ได้ผล ใช้มากไปก็อาจจะเป็นพิษได้

  5. ต้องใช้ให้ถูกวิธี ถ้าผิดวิธีอาจเกิดพิษ เช่น ใบชุมเห็ดเทศ ใช้เป็นยาระบาย ต้องปิ้งไฟ ก่อนนำไปชงน้ำ ถ้าไม่ปิ้งไฟ อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ควรรู้พิษของยาก่อนใช้ เพื่อที่จะได้ระมัดระวังการใช้มากขึ้น

  6. การใช้ยาครั้งแรก ไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาภายนอกหรือยารับประทาน ให้ทดลองใช้แต่น้อยก่อน ถ้าเป็นยาทาก็ทา เฉพาะบริเวณแคบ ๆ ถ้าเป็นยารับประทานก็ลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง เพราะถ้าแพ้ยา อาการจะได้ไม่รุนแรงมากนัก

  7. การรับประทานยาสมุนไพรนี้ ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ โดยปกติรับประทานยา 2 - 3 วัน อาการ ไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์แผนโบราณ เพราะอาจต้องเปลี่ยนยา เพราะยานั้นไม่ถูกกับโรค และการรับประทานยาติด ต่อกันเป็นเวลานานอาจเกิดการสะสมสิ่งที่เป็นพิษแก่ร่างกายได้

                การนำสมุนไพรมาใช้และเก็บรักษานั้น ควรคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการนำส่วนต่าง ๆ ของพืช มาใช้ เช่น ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล ควรล้างทำความสะอาดส่วนของสมุนไพรที่ จะใช้ก่อน เพื่อป้องกันสิ่งปลอมปน รวมทั้ง ภาชนะทุกชนิดที่ใช้ในการปรุงยา ตลอดจนความสะอาดของ ผู้ปรุงยาเอง ส่วนสมุนไพรที่เหลือใช้อาจทำเป็นสมุนไพร แห้งได้ โดยทำเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแดดให้แห้ง เก็บในภาชนะปิดสนิทกันฝุ่นละออง ส่วนขนาดที่ใช้นั้นเป็นขนาดสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กก็ควรลดลงตามส่วน
 

ความหมายของคำที่ควรทราบ
  1. ใบเพสลาด : หมายถึงใบไม้ที่จวนแก่

  2. ทั้งห้า : หมายถึงส่วนของราก ต้น ผล ใบ ดอก

  3. เหล้า : หมายถึงเหล้าโรง (28 ดีกรี)

  4. แอลกอฮอล์ : หมายถึง แอลกอฮอล์ชนิดสีขาวสำหรับผสมยา ห้ามใช้แอลกอฮอล์ชนิดจุดไฟ

  5. น้ำปูนใส : หมายถึง น้ำยาที่ทำขึ้นโดยการนำปูนที่รับประทานกับหมากมาละลายน้ำสะอาดตั้งทิ้งไว้ แล้วรินน้ำใสมาใช้

  6. ต้มเอาน้ำดื่ม : หมายถึง ต้มสมุนไพรด้วยการใช้น้ำพอประมาณ หรือสามเท่าของปริมาณที่ต้องการใช้ต้มพอเดือดอ่อน ๆ ให้เหลือ 1 ส่วน จาก 3 ส่วน ข้างต้น รินเอาน้ำดื่มตามขนาด

  7. ชงน้ำดื่ม : หมายถึง ใส่น้ำเดือดหรือน้ำร้อนจัดลงบนสมุนไพรที่อยู่ในภาชนะปิดฝา ทิ้งไว้สักครู่จึงใช้ดื่ม

การเทียบปริมาตรและปริมาณ

                1 กอบมือ มีปริมาณเท่ากับสองฝ่ามือ หรือหมายความรวมถึงปริมาณของสมุนไพรที่ได้จากการใช้มือทั้งสองกอบเข้าหากันให้ส่วนของปลายนิ้วแตะกัน
                1 กำมือ มีปริมาณเท่ากับสี่หยิบมือ หรือหมายความรวมถึงปริมาณของสมุนไพรที่ได้จากการใช้มือข้างเดียวกำ โดยให้ปลายนิ้วจรดอุ้งมือโหย่ง ๆ
                1 ถ้วยแก้ว มีปริมาตรเท่ากับ 250 มิลลิลิตร
                1 ถ้วยชา มีปริมาตรเท่ากับ 25 มิลลิลิตร
                1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาตรเท่ากับ 15 มิลลิลิตร
                1 ช้อนคาว มีปริมาตรเท่ากับ 8 มิลลิลิตร
                1 ช้อนชา มีปริมาตรเท่ากับ 5 มิลลิลิตร

 

ตัวอย่างสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการต่าง ๆ เช่น

สมุนไพรที่ใช้แก้อาการท้องผูก : ได้แก่ มะขามแขก ชุมเห็ดเทศ คูณ สมอไทย มะกา แมงลัก เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้แก้อาการท้องผูก ท้องเฟ้อ และปวดท้อง : ได้แก่ กระวาน เร่ว เปราะหอม กานพลู ข่า กระเทียม เป็นต้น
สมุนไพรที่แก้อาการท้องเดิน (ที่ไม่ใช่เป็นบิด หรืออหิวาตกโรค): ได้แก่ ทับทิม มังคุด แคบ้าน มะขาม กล้วย เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้ถ่ายพยาธิลำไส้ : ได้แก่ มะเกลือ มะหาด สะแก ฟักทอง เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้แก้บิด (ปวดเบ่ง และมีมูก หรืออาจมีเลือดปนด้วย): ได้แก่ น้ำนมราชสีห์ กระชาย กระทือ ทับทิม เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ): ได้แก่ ยอ ข่า ดีปลี ตะไคร้ เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้แก้ไอและขับเสมหะ: ได้แก่ มะแว้งต้น มะแว้งเครือ ดีปลี มะนาว เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้แก้ไข้ : ได้แก่ บอระเพ็ด ปลาไหลเผือก ย่านาง ลูกใต้ใบ ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น
                ยาสมุนไพรมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับยารักษาโรคทั่วไป คือมีทั้งคุณและโทษประกอบกัน ดังนั้น การใช้ยา สมุนไพรจึงต้องมีความระมัดระวังดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือใช้ให้ถูกกับโรค ใช้ให้ถูกขนาด และใช้ให้ถูกวิธี แต่ ถ้ามีอาการแพ้ หรือใช้ไม่ถูกกับโรคควรหยุดยาและเปลี่ยนไปใช้ยาอื่น หรือถ้าแพ้ รุนแรงควรไปรับการรักษาที่สถานี อนามัยและโรงพยาบาล

 

อาการแพ้ที่เกิดจากยาสมุนไพร ที่พอจะสังเกตได้มีดังนี้

ผื่นขึ้นตามผิวหนัง อาจเป็นตุ่มเล็ก ตุ่มโต เป็นปื้นหรือเป็นเม็ดแบนคล้ายลมพิษ อาจบวม ที่ตา (ตาปิด)            หรือริมฝีปาก (ปากเจ่อ) หรือมีเพียงดวงสีแดงที่ผิวหนัง
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน (หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง)
หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง
ประสาทความรู้สึกทำงานไวเกินปกติ เช่น เพียงแตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ลูบผมก็แสบหนังศีรษะ เป็นต้น
ใจสั่น ใจเต้น หรือรู้สึกวูบวาบคล้ายหัวใจจะหยุดเต้น และเป็นบ่อย ๆ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลือง            เขย่าเกิดฟองสีเหลือง (เป็นอาการของดีซ่าน) อาการนี้แสดงถึงอันตรายร้ายแรงต้องรีบไปหาแพทย์
                เมื่อเราได้รู้จักยาสมุนไพรดีขึ้นแล้วก็คงจะใช้ยาสมุนไพรได้อย่างมีคุณค่า สมุนไพรเป็นทั้งศาสตร์และ ศิลป์อย่างหนึ่งที่ต้องมีการเรียนรู้ และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ถ้าไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่าเพื่อที่ จะใช้ยาสมุนไพรได้อย่างปลอดภัย

บทนำ 

        สมุนไพร(Medicinal Plant หรือ Herb) กำเนิดจากธรรมชาติ และมีความหมายต่อชีวิตมนุษย์โดยเฉพาะในมิติทางสุขภาพ อันหมายถึงทั้งการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาโรค ยาสมุนไพรตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ได้ระบุความหมายไว้ว่าเป็นยาที่ได้จากพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุ ซึ่งมิได้ผสม ปรุงหรือแปรสภาพ

         สมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐานส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร โดยนำองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนของพืชมาใช้ได้แก่ ราก ลำต้น ใบ ดอกและผล ส่วนของพืชเหล่านี้มีรูปร่างลักษณะโครงสร้าง และบทบาทต่อพืชที่แตกต่างกัน

เกณฑ์พิจารณารายการสมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน

          ในปี พศ. 2537 สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน ได้ประสานงานเพื่อปรับปรุงรายการสมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยการสัมมนาของนักวิชาการในองค์กรภาครัฐภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิผู้รู้ด้านสมุนไพรหลายท่าน องค์กรภาครัฐ(กระทรวงสาธารณสุข กองวิจัยและพัฒนาพืชสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันการแพทย์แผนไทย องค์การเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์และคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ องค์กรภาคเอกชน(โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง โครงการพัฒนาแพทย์แผนไทย มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนาอายุรเวทวิทยาลัย(ชีวกโกมารภัจจ์) การสัมมนาได้พิจารณาคัดเลือกรายการ สมุนไพรเพื่อใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพและรักษาโรค/อาการเบื้องต้น โดยอาศัยเกณพ์ 3 ด้าน ดังนี้

            1. ด้านปรัชญาและแนวคิด พิจารณาถึง

  • แนวคิดตะวันตกมีลักษณะแยกส่วน อธิบายระดับจุลภาค(Microscopic) ใช้วิธีวิเคราะห์

  • แนวคิดตะวันออก มีลักษณะองค์รวม อธิบายระดับ มหภาพ(Macroscpic) ใช้วิธีสังเคราะห์ และวิธีการศึกษา (approach) ของปรัชญาและแนวคิดทั้งสองแบบ เอกลักษณ์ถูกนำมาทำความเข้าใจกับสมุนไพร เราควรเข้าใจแนวคิดทั้งสองแบบนำมาพิจารณาผสมผสาน เพื่อการคัดเลือกสมุนไพรอย่างเหมาะสม

            2. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

  • สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพ(โรค/อาการเจ็บป่วยที่พบบ่อยในชุมชน และประชาชนสามารถวินิจฉัยและรักษาตนเองได้)

  • มีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมี/สาระสำคัญที่มีฤทธิ์การรักษาโรค สรรพคุณทางเภสัชวิทยา การรักษาทางคลินิก

  • มีความปลอดภัยโดยพิจารณาข้อมูลการทดสอบ ความเป็นพิษ

  • เป็นพืชสมุนไพรที่ชาวบ้านคุ้นเคย ปลูกง่าย โตเร็ว มีประโยชน์หลายอย่างและสามารถปลูกเป็นรายได้เสริมได้
     

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร

    - มาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ
    - สูตรตำรับไม่ซับซ้อน
    - เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสรรพคุณคงที่ แน่นอน รวดเร็ว
    - รูปแบบพกพาสะดวก
    - ราคาถูก

            3. ด้านสังคมวัฒนธรรม

  • สอดคล้องกับองค์ความรู้ และทรัพยากรชุมชน

  • สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของท้องถิ่น(ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ)

  • เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของท้องถิ่น

  • อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

  • เป็นยาสมุนไพรที่ประชาชนนิยมใช้

รายการสมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน

            การสัมมนา ดังกล่าวได้พิจารณาคัดเลือกโรค/อาการเจ็บป่วย และรายการสมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยจำแนกสมุนไพร เพื่อการรักษา ตามกลุ่มโรคและอาการเจ็บป่วยเป็น 5  กลุ่มโรค คือ

            1. กลุ่มโรคและอาการเจ็บป่วยในระบบทางเดินอาหาร
            2. กลุ่มโรคและอาการเจ็บป่วยระบบทางเดินหายใจ
            3. กลุ่มโรคและอาการเจ็บป่วยระบบทางเดินปัสสาวะ
            4. กลุ่มโรคผิวหนัง
            5. กลุ่มโรคและอาการเจ็บป่วยอื่นๆ

สมุนไพรเพื่อรักษากลุ่มโรค/อาการเจ็บป่วยในระบบทางเดินอาหารดังนี้
     
        1. โรคกระเพาะอาหาร : ขมิ้นชัน กล้วยน้ำว้า
              2. อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด   : ขมิ้น ขิง กานพลู กระเทียม กะเพรา ตะไคร้ พริกไทย ดีปลี ข่า กระขาย แห้วหมู กระวาน เร่ว มะนาว กระทือ
              3. อาการท้องผูก : ชุมเห็ดเทศ มะขาม มะขามแขก แมงลัก ขี้เหล็ก คูน
              4. อาการท้องเสีย : ฝรั่ง ฟ้าทะลายโจร กล้วยน้ำว้า ทับทิม มังคุด สีเสียดเหนือ
              5. อาการคลื่นไส้ อาเจียน : ขิง ยอ
              6. โรคพยาธิลำไส้ : มะเกลือ เล็บมือนาง มะหาด ฟักทอง
              7. อาการปวดฟัน : แก้ว ข่อย ผักคราดหัวแหวน
              8. อาการเบื่ออาหาร : บอระเพ็ด ขี้เหล็ก มะระ สะเดาบ้าน

สมุนไพรเพื่อรักษากลุ่มโรค/อาการเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจ
              1. อาการไอ และระคายคอจากเสมหะ : ขิง ดีปลี เพกา มะขามป้อม มะขาม มะนาว มะแว้งเครือ มะแว้งต้น

สมุนไพรเพื่อรักษาโรค/อาการเจ็บป่วยในระบบทางเดินปัสสาวะมีดังนี้
              
1. อาการขัดเบา : กระเจี๊ยบแดง ขลู่ ตะไคร้ สับปะรด หญ้าคา อ้อยแดง

สมุนไพรเพื่อรักษากลุ่มโรคผิวหนังมีดังนี้
             
 1. อาการกลากเกลื้อน :  กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ ทองพันชั่ง พลู
               2. ชันนะตุ : มะคำดีควาย
               3. แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก : บัวบก น้ำมันมะพร้าว ว่านหางจระเข้ น้ำแข็ง

บรรณานุกรม
  1. รุจินาถ อรรถสิษฐ และคณะ : สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานสำหรับบุคลากรสาธารณสุข
    สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงสาธารณสุข
    พิมพ์ครั้งที่ 2 โรงพิมพ์องค์การทหารผ่านศึก, 2533.

  2. ดรุณ เพ็ชรพลาย และคณะ : สมุนไพรพื้นบ้าน กองวิจัยและพัฒนาสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
    กระทรวงสาธารณสุข พิมพ์ครั้งที่ 2, 2537.

  3. กลุ่มนิติการ : รวมกฎหมายอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาพิมพ์ครั้งที่ 2, 2537.

  4. มูลนิธิโกมลคีมทอง : สมุนไพรชาวบ้าน สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง กรุงเทพ, 2527.

ทำแบบทดสอบหลังเรียน
ใบงานที่ 1  เรื่อง การสร้างแบบทดสอบประเมินความรู้ตนเอง

 
<< PreviousNext >>